Idea

บูรณาการข้อมูลธาตุหายากและธาตุกัมมันตรังสี

21 ก.พ. 2560

กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี โดยสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ (ปส.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ สทน. ลงนามความร่วมมือกับกรมทรัพยากรธรณี (ทธ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม บูรณาการข้อมูลทรัพยากรธาตุหายากและธาตุกัมมันตรังสี มุ่งเน้นบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรธรณีของประเทศร่วมกัน เพื่อประโยชน์สูงสุดด้านการวิจัยและพัฒนาทั้งต่อภาครัฐและเอกชนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ณ ห้องประชุมใหญ่ สำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ

ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ พร้อมด้วย ดร.พรเทพ นิศามณีพงศ์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และดร.ทศพร นุชอนงค์ อธิบดีกรมทรัพยากรธรณี ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการด้านทรัพยากรธาตุหายากและธาตุกัมมันตรังสี โดยมีนางสาววิไลวรรณ ตันจ้อย รองเลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ นายวราวุธ ขจรฤทธิ์ รักษาการรองผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) และดร.สมหมาย เตชวาล รองอธิบดีกรมทรัพยากรธรณีร่วมเป็นพยานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลง หวังประสานความร่วมมือ และบูรณาการองค์ความรู้ทางวิชาการด้านทรัพยากรธาตุหายากและธาตุกัมมันตรังสี เพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการแหล่งทรัพยากรธรณีอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการกำกับดูแลความปลอดภัยของวัสดุกัมมันตรังสีที่เกิดขึ้นเองในธรรมชาติ

ดร.อัจฉรา วงศ์แสงจันทร์ เลขาธิการสำนักงานปรมาณูเพื่อสันติ กล่าวว่า ปส. สทน. และ ทธ. มีองค์ความรู้เฉพาะทางด้านทรัพยากรธาตุหายากและธาตุกัมมันตรังสี ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้ทางวิชาการดังกล่าวมาบรูณาการร่วมกันเพื่อก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในด้านการวิจัยและพัฒนา รวมทั้งสามารถนำมาต่อยอดและสนับสนุนในภารกิจประจำ และให้บริการประชาชนทั้งต่อภาครัฐและเอกชนต่อไปในอนาคต โดยปัจจุบันทั้งสามหน่วยงานอยู่ระหว่างการศึกษาวิจัยและพัฒนาร่วมกันภายใต้ “โครงการวิจัยการพัฒนาวิธีการวิเคราะห์ปริมาณธาตุหายากในตัวอย่างหินและดิน” ซึ่งเป็นโครงการภายใต้งบประมาณของสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ปี พ.ศ. 2559 เพื่อนำไปสู่การพัฒนาวิธีมาตรฐานในการวิเคราะห์ธาตุหายาก ยูเรเนียม ทอเรียม ในดินและหิน จากฐานข้อมูลหลักที่ทาง ทธ. ได้สำรวจและทำแผนที่ของแหล่งทรัพยากรในธรรมชาติ ปส. สามารถนำฐานข้อมูลดังกล่าวมาใช้ประโยชน์ในการศึกษาวิจัยและพัฒนาเพื่อฟื้นฟูเยียวยาบริเวณที่มีปริมาณรังสีสูงในธรรมชาติ รวมทั้งใช้เป็นฐานข้อมูลงานด้านนิติวิทยาศาสตร์ทางนิวเคลียร์ของประเทศต่อไปได้

Advertising

ข่าวล่าสุด