Idea

'กับดัก' วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของไทย

5 ก.พ. 2560

องค์ความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม เป็นสิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะทำให้เศรษฐกิจของประเทศสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาวและเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะพาให้ประเทศไทยของเราหลุดพ้นจากกับดักของกลุ่มประเทศที่มีรายได้ปานกลาง หรือที่เรามักเรียกว่า Middle Income Trap ซึ่งปัจจุบันประเทศไทยจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับสูง (upper- middle-income country) แล้วก็ตาม แต่ก็ยังติดกับดัก ในเมื่อเรารณรงค์ให้เป็นประเทศไทย 4.0 แล้วเราต้องทำอย่างไร

ผมเพิ่งได้อ่านรายงานเรื่อง ศักภาพวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมของประเทศไทย ประจำปี พ.ศ. 2559 จัดทำโดยสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) มาสดๆ ร้อนๆ มีข้อมูลตัวเลขหลายตัวที่น่าสนใจ จึงอยากนำมาเล่าให้ทุกท่านได้รู้ว่า ประเทศไทยเราจะมีศักยภาพแค่ไหนในปีที่เพิ่งผ่านไป ถ้าเราดูจากการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ของประเทศไทย เรายังไม่กระเตื้องขึ้นเลย แถมยังตกต่ำลงด้วยซ้ำ เนื่องจากการลงทุนด้านการวิจัยและพัฒนาของเรานังค่อนข้างน้อย ถึงแม้เราจะชูนโยบาย Thailand 4.0 เราก็ยังไม่มีอะไรที่เป็นการลงทุนอย่างเป็นรูปธรรมและยังไม่มีเม็ดเงินมาลงทุนจริง เนื่องจากถ้าเรามาดูตัวเลขการจัดสรรงบประมาณของภาครัฐด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ในปีงบประมาณ 2559 ยังอยู่ที่ร้อยละ 3.80 ต่องบประมาณจัดสรรโดยรวมของประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งงบประมาณเพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมมีสัดส่วนน้อยมากเพียงร้อยละ 0.038 ชองงบประมาณรวมทั้งประเทศ

ถ้าเรามาดูภาพรวมทั้งภาครัฐและภาคเอกชน สัดส่วนค่าใช้จ่ายด้านการวิจัยและพัฒนาต่อ GDP ของประเทศมีแนวโน้มเพิ่มชึ้นอย่างต่อเนื่องโดยในปี 2557 อยู่ที่ร้อยละ 0.48 แต่ยังน้อยมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ที่หลุดจากกับดักรายได้ปานกลางไปแล้วอย่างเช่น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และสิงคโปร์ ซึ่งลงทุนมากกว่าเราถึง 10 เท่า 7 เท่า และ 4 เท่าตามลำดับ โดยพบว่าภาคการผลิตของประเทศไทยที่ลงทุนวิจัยและพัฒนามากที่สุด คือ อุตสาหกรรมปิโตรเลียม มากถึงเกือบ 5,000 ล้านบาท รองมาเป็นอาหารและเคมีภัณฑ์ มีนักวิจัยทั้งประเทศรวมแล้วประมาณ 65,000 คน

ถ้าถามว่าจำนวนนักวิจัยบ้านเรามากหรือไม่ ต้องตอบว่ายังน้อยอยู่มาก คือมีสัดส่วนเพียง 1 ต่อ 1000 คน ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจะมีสัดส่วนอยู่ที่ 10 ต่อ 1000 คน ถ้ามาดูว่าทำไมถึงน้อย ก็เพราะจำนวนผู้เข้าศึกษาสายวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทั้งประเทศในปี 2558 มีเพียงร้อยละ 40 และที่จบออกมาแล้วยังไม่ได้เข้าสู่ตลาดแรงงานด้านนี้อีกเป็นจำนวนมาก โดยไปทำงานเป็นผู้จำหน่ายสินค้าเป็นส่วนใหญ่ ยังไม่จบเพียงเท่านี้นะครับครั้งหน้าจะมาเล่าต่อให้ฟังกับตัวเลขต่างๆ ที่น่าตกใจและเราจะแก้สถานการณ์ที่เรียกว่า “กับดัก” นี้ได้อย่างไร

*บทความโดย ดร.อดิสร เตือนตรานนท์ ผู้อำนวยการศูนย์นวัตกรรมการพิมพ์อิเล็กทรอนิกส์และอิเล็กทรอนิกส์อินทรีย์ ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ 

Advertising

ข่าวล่าสุด