Innovation

มศว เผยวิจัยโปรแกรมลดน้ำหนัก

6 ก.พ. 2557

มศว เปิดงานวิจัย โปรแกรมลดน้ำหนักชู3 Self หวังนักปรับพฤติกรรมใช้กับกลุ่มเสี่ยง

รศ.ดร.อังศินันท์ อินทรกำแหง อาจารย์จากสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ผู้ทำงานวิจัยเรื่องการปรับพฤติกรรมสุขภาพ 3 self & PROMISE Model เปิดเผยว่า การปรับพฤติกรรมสุขภาพโดยเฉพาะกับบุคคลที่ต้องการลดน้ำหนักหรือกลุ่มเสี่ยงทางด้านสุขภาพ ใช้เวลา 3-5 เดือนนั้นทางสถาบันวิจัยพฤติกรรมศาสตร์ ยึด 2 แนวคิดคือ 3 Self (โมเดลสำหรับกลุ่มเสี่ยง)

โดยต้องออกแบบชุดกิจกรรมร่วมกับกลุ่มเสี่ยง โปรแกรมการลดน้ำหนักหรือปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องเน้นกระบวนการเรียนรู้ ที่ทำให้กลุ่มเสี่ยงด้านสุขภาพซึ่งเป็นกลุ่มที่มีน้ำหนักมาก มีไขมันหรือคอเลสเตอรอล ตระหนักและเกิด 3 self คือ Self –efficacy จะเกิดได้จากบุคคลได้รับรู้ผลการกระทำจากต้นแบบหรือการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ใช้การเสริมแรง การพูดจูงใจ การกระตุ้นอารมณ์ บุคคลที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงจะเห็นผลดีของการกระทำนั้น

โดยผ่านกระบวนการทางปัญญาด้วยการคิดของตัวเองก่อนแล้วถึงจะเชื่อและลงมือปฏิบัติตาม Self-regulation เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้กลุ่มเสี่ยง ได้สังเกตตัวเองผ่านผลการประเมินภาวะสุขภาพของเขาในปัจจุบัน โดยใช้ผลการตรวจร่างกาย ผลเลือด ผลBMI ให้กลุ่มเสี่ยงสังเกตว่ามีความเสี่ยงต่อโรคใดบ้าง จากนั้นต้องใช้แรงจูงใจให้เขาได้เข้ามาดูแลตัวเองตามหลักของ Self-regulation นั้นเริ่มจากการสังเกต ตั้งเป้าหมายหรือทำสัญญา ที่จะลดความเสี่ยงของปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาว เช่น ภายในสามเดือนหลังสิ้นสุดโปรแกรม น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม

ส่วนเป้าหมายระยะสั้นก็มีพฤติกรรมที่ต้องกระทำหรือหลีกเลี่ยงคือ ช่วงวันหรือใน 1 สัปดาห์จะไม่กินขนมจุบจิบ จะออกกำลังกายทุกช่วงเย็นวันละ 10 นาทีหรืออาจจะมากกกว่านั้น โดยสิ่งสำคัญต้องให้กลุ่มเสี่ยงวางแผนและออกแบบกิจกรรมในการปฏิบัติด้วยตนเองให้บรรลุเป้าหมายที่กลุ่มเสี่ยงตั้งใจไว้ ซึ่งนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต้องทำใบงานให้กลุ่มเสี่ยงเขียน หรือวางแผนกิจกรรมแนวทางที่ตนเองต้องปฏิบัติและประเมิน เช่นชั่งน้ำหนักด้วยตัวเองทุกวัน บันทึกอาหารพลังงานที่กินที่ใช้ไปเป็นประจำทุกวัน อาจทำเป็นกลุ่มหรือเป็นรายบุคคลก็ได้ การจะปรับพฤติกรรมให้ดีขึ้นนั้น ต้องเน้นกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยแบ่งเนื้อหาให้ความรู้ประมาณ 10-20% ทำกิจกรรมเกมเพื่อปรับความคิดทางปัญญาด้วยความสนุกและชวนให้เขามาทำกิจกรรมทุกครั้งประมาณ 30% เน้นฝึกทักษะโดยลงมือปฎิบัติทุกครั้งประมาณ 40-50% เพื่อให้เกิด Self –care อย่างถูกต้อง

“งานวิจัยการปรับพฤติกรรมสุขภาพบุคคลที่มีภาวะเสี่ยงที่จะเป็นโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ไม่ว่าจะเป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิต ผู้ที่มีไขมันสูงหรือคอเลตเตอรอลสูง สามารถนำงานวิจัยชิ้นนี้ไปใช้ได้หรือแม้กระทั่งกลุ่มเสี่ยงจะนำไปปรับเปลี่ยนพฤติกรรมตัวเองก็สามารถนำไปใช้ได้ ในส่วนของผู้ที่อยู่ในกลุ่มของนักปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้น ต้องมีหลัก PROMISE Model (โมเดลสำหรับผู้จัดกิจกรรม) ต้องเป็นคนมองโลกในแง่ดี ต้องกำหนดตัวชี้วัดมุ่งผลสัมฤทธิ์ของโครงการปรับพฤติกรรมที่วัดได้ มีเทคนิคการจัดการเรียนรู้ที่ต้องสร้างแรงจูงใจภายในของกลุ่มเสี่ยงให้เกิดขึ้นทุกระยะของช่วงที่จัดกิจกรรม เพื่อให้กลุ่มเสี่ยงมีพลังในการดึงศักยภาพตนเองออกมาทำกิจกรรมด้วยตัวเอง อาจใช้วิธีการพูดคุยสัมภาษณ์เพื่อชี้ให้ตระหนักในปัญหาและรู้ว่ากลุ่มเสี่ยงเป็นคนมีความสามารถ หรือการตั้งรางวัล ซึ่งเป็นสิ่งจูงใจภายนอกก็ได้ ต้องใช้วิธีการเสริมแรงทางบวกโดยการชื่นชม ให้รางวัลเมื่อพฤติกรรมเกิด เมื่อกลุ่มเสี่ยงปฏิบัติพฤติกรรมนั้นได้ผลสำเร็จ กลุ่มเสี่ยงจะเกิดความภาคภูมิใจ เกิดการเห็นคุณค่าในตัวเอง ผลลัพท์ทางสุขภาพเมื่อสิ้นสุดโปรแกรมพบว่า มีจำนวน 70% จากกลุ่มเสี่ยงทั้งหมดที่มีพฤติกรรม 3 self มีค่าดัชนีมวลกาย ระดับน้ำตาลในเลือด ไขมันชนิดดี ไขมันชนิดร้าย ความดันเลือดอยู่ในเกณฑ์ดีขึ้นกว่าก่อนเข้าโปรแกรม”

รศ.ดร.อังศินันท์ กล่าวอีกว่าพฤติกรรมสุขภาพจะเปลี่ยนได้นั้น จะต้องเกิดความสมัครใจของกลุ่มเสี่ยง ไม่ได้เกิดจากการบังคับ ถ้ากลุ่มเสี่ยงยังไม่สมัครใจ หน้าที่ของนักปรับพฤติกรรม ต้องให้ข้อมูลพร้อมคำแนะนำ ให้การยอมรับนับถือ ให้เห็นคุณค่า ให้ความไว้วางใจ ให้งบประมาณให้วัสดุอุปกรณ์เสริมและให้การสนับสนุนทางสังคม เพื่อนช่วยเพื่อ หรือจากคนในครอบครัว

ข่าวล่าสุด