Creative

ชวนเด็กฉลาดมาเป็น Startup

19 พ.ค. 2556

* ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์
Operations Management Department
Thammasat Business School
Facebook / Twitter: karndee
www.karndee.com


กว่า 90% ของนักศึกษาหัวดีระดับเกียรตินิยมจะเข้าทำงานในองค์กรขนาดใหญ่หรือเรียนต่อปริญญาโททันทีหลังจากเรียนจบ นักศึกษาหัวดีเหล่านี้มักได้รับการตอบรับเข้าทำงานหรือเรียนต่อตั้งแต่ต้นเทอมที่สองของปีสุดท้าย แนวโน้มที่คนกลุ่มนี้จะมาเปิดกิจการของตัวเองนั้นมีน้อยมาก เพราะแน่นอน ค่าตอบแทนจากองค์กรใหญ่ๆสำหรับเด็กดาวเด่นมักจะน่าสนใจกว่าที่ต้องมาแบกรับความเสี่ยงจากการจัดตั้งธุรกิจเอง

เด็กเก่งเหล่านี้เกิดและเติบโตมาในอุตสาหกรรมการศึกษาท่ามกลางแรงกดดันและการจัดระบบความคิดว่าสิ่งใดดีสิ่งใดใช่และยังแรงกดดันและแรงผลักดันจากทางบ้านที่ต้องการให้มีอาชีพ “มั่นคง” มากกว่า “เสี่ยงล่ม” คนกลุ่มนี้เมื่อเข้าไปทำงานในองค์กรก็อยากได้การเลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน พรสรรค์ที่เคยใช้ ความสามารถภายในที่เคยคิดว่ามี เริ่มฝ่อเพราะถูกจัดกรอบตามขั้นบันไดขององค์กร และถ้าโชคดี ก็จะกลายเป็นผู้บริหารชั้นดีตามวิสัยทัศน์ขององค์กร เรื่องนี้แลดูไม่มีอะไรผิดปกติ และเป็นแนวโน้มที่คล้ายกันทั่วโลก

ส่วนอีกกลุ่มหนึ่ง นักศึกษาที่เกรดกลางๆ ไม่เก่งมากแต่ก็ไม่ได้โง่จะมีแนวโน้มการเริ่มต้นธุรกิจมากกว่ากลุ่มแรก สาเหตุหลักๆคือ สมัครงานในองค์กรเกรดเอตามความฝันไม่ได้ หรือไม่ก็บริษัทกลางๆให้ผลตอบแทนที่ไม่น่าสนใจ หรือ เป็นกลุ่มที่ทางบ้านให้ความคาดหวังน้อยหน่อย เรียนจบมาได้ก็บุญเท่าไหร่แล้ว

มาวิเคราะห์กันดีๆ หากทิศทางมันกลับกันคือเด็กฉลาดหันมาสร้างกิจการเอง เริ่มเป็น Startup เป็น SME แต่เด็กฉลาดในที่นี้ไม่ได้หมายถึงต้องเก่งทางทฤษฎี แต่หมายถึงฉลาดคิด ฉลาดวิเคราะห์ และฉลาดวางแผน ส่วนเด็กกลางๆเข้าทำงานบริษัทมากกว่า อะไรจะเกิดขึ้น...

SME ที่เคยบอกว่าขาดนวัตกรรมเอาตัวไม่รอดจะมีแนวโน้มในการสร้างมูลค่าจากนวัตกรรมมากขึ้น ธุรกิจ SME โดยรวมจะมีศักยภาพมากขึ้น ภาคธุรกิจขนาดเล็กจะมีความแข็งแกร่งมากขึ้น สมมติฐานนี้ไม่ได้ถูกจำกัดในวงแคบเท่านั้น แนวคิดการผลักดันให้เด็กรุ่นใหม่ที่ฉลาดให้มาสนใจเป็นเจ้าของกิจการบนสมมติฐานเดียวกันนี้ ได้เป็นหัวข้อในการประชุมในระดับนโยบายอย่างกว้างขวางของหลายๆประเทศ ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา อิสราเอล ญี่ปุ่น และเกาหลี

คำถามที่สำคัญคือ เด็กเก่งเหล่านี้ควรมีนิสัยแบบไหน หรือมีทักษะสำคัญอะไรบ้าง เพื่อจะให้เด็กเหล่านั้นหันมาสนใจเริ่มกิจการของตัวเอง

ดิฉันคิดว่าต้องมีทักษะ 5 ด้านที่สำคัญ ดังนี้ค่ะ

(1) มีทั้งความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงตรรกะ (Creative and logical thinking) คิดสร้างสรรค์สุดขอบ แบบคิดได้แต่ทำไม่เป็น จะเข้าข่าย “เพ้อเจ้อ” ดังนั้นจึงควรบาลานซ์ระหว่างความคิดสร้างสรรค์และความคิดเชิงตรรกะเพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นระบบ

(2) สร้างเครือข่ายเป็น (Networking) และสามารถเข้ากับคนอื่นได้ หรือ people skill นั่นเอง การสร้างเครือข่ายในที่นี้ไม่ใช่การสร้างเส้นสายที่ผู้ใหญ่หลายคนคุ้นเคย แต่คือความสามารถในการเชื่อมต่อข้อมูลองค์ความรู้สิ่งต่างๆรอบตัวแล้วมาต่อยอดเพื่อให้เกิดประโยชน์มากกว่า

(3) สามารถหาทางออกท่ามกลางความไม่ชัดเจน (Comfortable with fuzzy logic) เวลาที่เริ่มต้นอาจยังไม่เห็นปลายทางที่ชัดเจน การที่สามารถคิดหรือตัดสินใจท่ามกลางความไม่ชัดเจนและหาทางออกให้ตัวเองได้จึงเป็นสิ่งสำคัญ

(4) ชอบหาทางเลือกมากกว่าคำตอบ (Options rather than solution) คำตอบในข้อสอบมักมีคำตอบเดียวบนโจทย์ที่มีกรอบชัดเจน แต่การเริ่มธุรกิจที่ดีคือการหาทางเลือก บนพื้นฐานการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆรอบตัว

(5) กล้าได้กล้าเสีย (Risk taker) และที่สำคัญต้องไม่กลัวความล้มเหลว

กระบวนการเหล่านี้เกี่ยวข้องกับหลายฝ่าย ไม่ว่าจะเป็น กระบวนการเรียนรู้ในห้องเรียน ระบบการศึกษา ผู้ปกครอง พ่อ แม่ และที่สำคัญกลไกทางสังคมต่างๆค่ะ

Advertising

ข่าวล่าสุด