Design
แฟชั่นเด็กย้อนยุคสไตล์วินเทจ
25 ก.ค. 2555
“เสื้อผ้าเด็กมีอะไรที่มากกว่าลายการ์ตูน สีสันสดใส เราจึงอยากที่จะสร้างธุรกิจเล็ก ๆ ที่ใส่ความคิดสร้างสรรค์ลงไปเพื่อให้คนตัวเล็ก ๆ ที่กำลังจะโต มีเครื่องแต่งกายสไตล์วินเทจเก๋ ๆ ให้ความรู้สึกเข้าใกล้ธรรมชาติ” อาทิตย์ เลิศรักษ์มงคล เจ้าของแบรนด์ ‘บราวน์ แอส อะ เบอร์รี่’ (Brown as a Berry) กล่าว
Brown as a Berry เป็นสำนวนภาษาอังกฤษที่แปลว่า ตากแดดจนตัวดำ ใช้ในกรณีที่เด็ก ๆ วิ่งเล่นตากแดดกันทั้งวันจนตัวคล้ำแดด ใกล้เคียงกับคอนเซปท์ของธุรกิจเสื้อผ้าเด็กที่อาทิตย์ตั้งใจจะทำ จึงหยิบเอามาใช้เป็นชื่อแบรนด์
ซ ย้อนอดีตวัยหวาน
อาทิตย์กล่าวว่า ไอเดียที่จะสร้างแบรนด์สินค้านี้ เกิดจากความต้องการมีธุรกิจเล็ก ๆ เป็นของตนเองร่วมกับครอบครัว ซึ่งแฟนสาวเรียนมาทางด้านออกแบบ และมีความสนใจในสไตล์วินเทจ จึงลงตัวที่เสื้อผ้าเด็กสไตล์วินเทจ
“ตลาดเสื้อผ้าเด็กในไทยปัจจุบัน ไปในทิศทางเดียวกันคือ เน้นรูปการ์ตูน สีสันสดใส แดง ชมพู แต่ยังไม่แฟชั่นจ๋า ในขณะที่ต่างประเทศจะมีความเป็นแฟชั่นไม่แพ้เสื้อผ้าผู้ใหญ่ จึงมองว่า เป็นโอกาสสำหรับธุรกิจเสื้อผ้าเด็ก ที่จะสร้างแบรนด์สำหรับสินค้าคุณภาพ ในราคาระดับกลาง ภายใต้คอนเซปท์ที่ชัดเจน”
‘บราวน์ แอส อะ เบอร์รี่’ (Brown as a Berry) เจาะกลุ่มลูกค้าที่เป็นพ่อแม่วัย 20 ปลาย ๆ ไปจนถึง 40 ปี ซึ่งอาทิตย์มองว่า เป็นกลุ่มที่วัยและความคิดใกล้กับเขา เบื่อชีวิตในเมืองใหญ่ที่วุ่นวาย แสวงหาธรรมชาติและความสนุกในวัยเด็ก จึงหยิบเอามาสร้างคอนเซปท์ย้อนอดีต (Back to Nature) กลับไปช่วงเด็กสมัยก่อนที่วิ่งไล่จับ โดดหนังยาง หรือเล่นซ่อนหา
เขาออกแบบเสื้อผ้าเด็กแนววินเทจ ใช้โทนสีอ่อนแนวพาสเทล ผสมกับแพทเทิร์นเก๋ ๆ ที่ดูโบราณย้อนยุค แต่แอบทันสมัย ด้วยการใช้ผ้าสีสดมาเพิ่มในดีเทลต่าง ๆ เช่น คอปก กระเป๋าเสื้อ ขอบ ที่สำคัญคือ ลายเฉพาะของบราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ ที่ออกแบบและวาดเอง จากนั้นสั่งพิมพ์ลายผ้าเฉพาะขึ้นมา ถือเป็นซิกเนเจอร์ของเสื้อผ้าแบรนด์เก๋นี้
: จากออนไลน์สู่หน้าร้าน
บราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ เปิดมาได้ 4 เดือน มีผลิตภัณฑ์ออกมา 3 คอลเล็คชั่น ซึ่งผลการตอบรับดีมาก มีลูกค้าประจำราว 200-300 ราย จากการขายผ่านทางออนไลน์อย่างเดียว อาทิตย์กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานเดิมที่ทำมาทางด้านดิจิทัล จึงเอาความถนัดด้านนี้มาใช้
เขาเดินหน้าทำการตลาดแบบดิจิทัล โดยเริ่มวางแผนและเตรียมความพร้อมทั้งในแง่ของธุรกิจและกลยุทธ์การตลาด รวมถึงออกแบบและผลิตสินค้าเป็นเวลากว่า 5 เดือน ก่อนที่จะเริ่มเปิดหน้าร้านออนไลน์ผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค
“เราเริ่มจากการตลาดแบบดิจิทัล เนื่องจากเป็นวิธีที่สามารถวัดได้ว่า ลูกค้าเราเป็นใคร สามารถบอกต่อสินค้าของเราไปได้ (Viral Marketing) และเป็นต้นทุนที่ควบคุมได้ โดยเป้าเดิมมองว่า บราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ผ่านออนไลน์มีฐานที่แน่นพอใน 6 เดือน ก็จะขยายสู่การเปิดหน้าร้าน แต่ตอนนี้ เพียง 4 เดือน สามารถมีลูกค้าประจำ และขยายฐานการผลิตจากเดิม 400 ตัวต่อเดือนเป็น 700 ตัวต่อเดือน เพียงพอที่จะเปิดหน้าร้าน” เจ้าของแบรนด์เสื้อผ้าเด็กวินเทจกล่าว
ด้วยมองว่า คนเป็นพ่อแม่ ยังต้องการหาเสื้อผ้าคุณภาพดี ที่มีเนื้อผ้าดี ไม่ระคายเคืองผิวลูก แบบ สีสัน และรูปทรงต้องถูกอกถูกใจ การที่ได้จับดูเนื้อผ้า ได้เลือกแบบที่เห็นจากตาของตัวเอง ของลูกค้าบางกลุ่มทำให้หน้าร้านเป็นองค์ประกอบที่จำเป็น อาทิตย์ชี้ว่า ลูกค้าปัจจุบัน มีทั้งคนที่นิยมซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งอาจเป็นคนต่างจังหวัดหรือคนรุ่นใหม่ แต่ก็จะมีบางกลุ่มที่อยากเห็นของจริง หรืออาจจะไม่คุ้นกับระบบอีคอมเมิร์ช ก็สามารถมาเลือกดูที่ร้านที่จะเปิดภายในเดือนกรกฎาคมนี้ได้
: ปรับรับ AEC
อนาคตสำหรับเสื้อผ้าเด็กสไตล์วินเทจนี้ เจ้าของแบรนด์บราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ชี้ว่า จะเน้นพัฒนาสินค้าให้ได้มาตรฐานส่งออก เพื่อเป็นโอกาสที่จะเข้าถึงลูกค้าต่างชาติ ผ่านการออกงานแฟร์เช่นงาน BIFF&BIL 2012 ที่ผ่านมา ซึ่งก็ได้รับการตอบรับที่ดี ทั้งยังจะเพิ่มไลน์สินค้า เช่น แอคเซสซารี่ ที่จะเข้ามาเสริมให้สินค้าครบวงจรขึ้น เพิ่มระบบจัดการสมาชิกเพื่อบริหารจัดการกลุ่มลูกค้า จัดระบบสต๊อคสินค้าให้ได้มาตรฐาน
ในขณะเดียวกันก็จะต้องเพิ่มกำลังการผลิต จากปัจจุบันอยู่ที่ 700 ตัวต่อเดือน ซึ่งหากเปิดหน้าร้าน หรือได้ออเดอร์จากต่างประเทศ อาจจะต้องเพิ่มกำลังการผลิตอย่างน้อย 1000 ตัวต่อเดือน ซึ่งปัจจุบัน อาศัยซัพพลายเออร์ที่มีความเชี่ยวชาญแต่ละด้านมาทำงานร่วมกัน จึงจะต้องเซ็ทระบบการผลิตให้เสถียรเพื่อให้ผลิตได้มากขึ้น ในมาตรฐานและคุณภาพที่สูงขึ้นเช่นกัน
"เราไม่ได้หวังที่จะโตเป็นแบรนด์ที่ยิ่งใหญ่ แต่ต้องการที่จะเห็นบราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ เป็นสไตล์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะ คนจำได้ว่า ถ้าเป็นเสื้อผ้าเด็กสไตล์วินเทจต้องนึกถึงเรา ที่สำคัญคือ การรักษาคุณภาพและมาตรฐาน เพื่อที่จะก้าวสู่ตลาดการค้าเสรีอาเซียนที่จะทำให้ตลาดเราใหญ่ขึ้น สามารถเข้าไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือแม้กระทั่งในยุโรปที่มีตลาดรองรับ และมีความชอบสไตล์วินเทจ เป็นโอกาสที่ดีสำหรับบราวน์ แอส อะ เบอร์รี่ต่อไป” อาทิตย์ย้ำ
