Idea

'เจป๊อป' แรงดีไม่มีตก

19 ก.ค. 2555

 

รายงาน : บุษกร ภู่แส

          นอกจากประเทศไทยจะมีจำนวนร้านอาหารญี่ปุ่นมากที่สุดในเอเชียแล้วยอดจำหน่ายเครื่องดื่มชาเขียวยังฮิตติดลมบนด้วยมูลค่าการตลาดกว่า 3 พันล้านบาท ยังไม่รวมกระแสฟีเวอร์กับนักร้อง แฟชั่น เกม ภาพยนตร์ บ่งบอกชัดเจนถึงการรับวัฒนธรรมญี่ปุ่นมาแบบเต็มๆ กระแสเจ-ป๊อปใช่ว่าจะมีแต่ผลเสีย ในทางตรงกันข้ามความแรงของกระแสก็ได้สร้าง "โอกาส" ทางธุรกิจใหม่

         บ่อน้ำแร่ร้อนกลางใจเมืองภายใต้ชื่อ"ยูโนะโมริ ออนเซน แอนด์ สปา" สถานที่พักผ่อนร่างกายและจิตใจของคนในเมืองที่อยากหลีกหนีจากความวุ่นวาย มีจุดเริ่มต้นจาก "สมิทธิ์ เมฆอรุณกมล" นักธุรกิจหนุ่มที่ได้แรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมเจ-ป๊อป ต้องการสร้างประสบการณ์การแช่บ่อน้ำแร่ร้อนแบบญี่ปุ่นให้กับคนไทยและนักท่องเที่ยว รวมถึงคนญี่ปุ่นที่โหยหาการแช่บ่อน้ำแร่ร้อนแบบต้นฉบับ

 

"ผมเชื่อว่าถ้าเราชอบ คนอื่นก็น่าจะชอบเหมือนกัน และก็สามารถเป็นธุรกิจได้ด้วยแนวคิดที่ตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมายได้ชัดเจน อ้างอิงจากตัวเลขจำนวนคนญี่ปุ่นที่เข้ามาทำงานเมืองไทยเพิ่มขึ้น คาดว่าปีนี้ถึง 1.2 แสนคน ไม่นับคนไทยและนักเที่ยวชาติอื่นที่เข้ามาใช้บริการ" สมิทธิ์กล่าว

 

ออนเซนสัญชาติไทย

          สมิทธิ์เลือกที่จะทำในสิ่งที่คนอื่นไม่กล้าหรือไม่อยากทำเพราะเชื่อใน "โอกาส" แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ในการสร้างบ่อน้ำแร่ร้อน หรือออนเซน ทั้งเรื่องของแหล่งที่มาของน้ำแร่ ทำเลที่ตั้งของธุรกิจซึ่งต้องใช้พื้นที่บริเวณกว้าง และการแข่งขัน พร้อมด้วยเงินลงทุน 65 ล้านบาทสร้างบ่อน้ำแร่ร้อนที่ซ่อนตัวอยู่ในซอยสุขุมวิท 26  บนพื้นที่ 475 ตารางวา ใช้น้ำแร่จากระนองที่ทั่วโลกยอมรับในเรื่องคุณภาพ

          "เราใช้วิธีหมุนเวียนน้ำแร่จากบ่อใต้ดินไปที่บ่อแช่แล้วเข้าเครื่องกรอง โดยมีวิศวกรญี่ปุ่นออกแบบระบบ ซึ่งเป็นมาตรฐานเดียวกันกับที่ญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นระบบการกรองฆ่าเชื้อ การแยกเส้นผมและสะเก็ดของผิวหนัง  โดยจะมีการตรวจสอบทุกๆ 3 ชั่วโมง"

          ส่วนบ่อน้ำอื่นจะใช้น้ำประปาต้มให้ได้อุณหภูมิที่ต้องการนำเข้าเครื่องโซดาสปา ซึ่งถือว่าเป็นออนเซนชนิดหนึ่ง แต่ไม่ได้เกิดในญี่ปุ่นจะอยู่โซนยุโรป คือ ปริมาณน้ำจะมีปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือเรียกได้ว่าเป็น "คาร์บอเนต ออน เซน" ถือเป็นออนเซนอีกรูปแบบหนึ่ง รวมถึงบ่อน้ำร้อนในแบบอื่นๆ อาทิเช่น เจ็ทบาธหรืออ่างน้ำวนนวดตัวด้วยแรงดันอากาศ บ่อน้ำร้อนในสวนกลางแจ้ง อ่างไม้สักผสมกลิ่นสมุนไพร บ่อน้ำเย็นอ่างหิน เป็นต้น

         "ไฮไลต์ของเรา คือ โซดาสปา ที่อัดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปในน้ำให้ได้มากกว่า 1,000 มิลลิกรัมต่อลิตร ถือเป็นแห่งแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้" สมิทธิ์กล่าว

 

ความประทับใจคือราคา

          ออนเซนกลางกรุงแห่งนี้ยังมีบริการนวดและสปาถือเป็นจุดขายที่แตกต่าง แม้ส่วนใหญ่คนที่บอกว่ามีออนเซนอยู่ในสปา แต่ก็ไม่ใช่ออนเซนสไตล์ญี่ปุ่นเต็มรูปแบบ มีแค่บ่อร้อน 1 บ่อ บ่อน้ำเย็น 1 หนึ่งเท่านั้น ไม่มีความหลากหลายของบ่อแช่ 

          ส่วนการออกแบบอาคาร สมิทธิ์เน้นโทนสีน้ำตาล สีเทา สีดำ ใช้วัสดุเป็นไม้ เช่น ไม้สนเพื่อมาหุ้มเสากลิ่นอาย  สไตล์โมเดิร์นเจแปนนิส หลักการออกแบบ คือ มินิมอลลิสต์ มาประยุกต์ใช้กับการออกแบบตกแต่งตัวอาคารที่เน้นเฉพาะส่วนสำคัญๆ เพื่อทำให้ผู้ใช้บริการรู้สึกถึงความสงบนิ่ง หลุดพ้นจากความวุ่นวายจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบ

          "เป็นอาคาร 2 ชั้น พื้นขนาด 2,700 ตารางเมตร รองรับลูกค้าได้มาก เฉพาะออนเซน สปา ประมาณ 250 คน ถ้ารวมร้านอาหารเครื่องดื่ม ประมาณ 500 คน ภายใต้บรรยากาศที่จะทำให้ผู้ที่เข้ามา สามารถซึมซับความเป็นธรรมชาติได้เต็มที่ ในอนาคตอาจจะขยายไปตามหัวเมืองสำคัญ  เช่น เชียงใหม่  ภูเก็ต" สมิทธิ์กล่าว

         แนวคิดในการทำธุรกิจของเขามักนิยมการทำตลาดเฉพาะกลุ่มมากกว่าทำตลาดแมสเพราะรู้สึกว่าทำง่ายกว่า แม้ว่าจะต้องลงรายละเอียดมาก เนื่องจากจุดขายชัดเจน ทำให้สามารถอธิบายกับลูกค้าได้ง่าย เช่นเดียวกับการทำการตลาดของร้านอาหารไทยโบ.ลาน (ชื่อเฉพาะ) ที่เขามีหุ้นส่วน

         แม้จะเป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้น แต่ถ้าได้รับการบอกต่อ กระจายไปสู่กลุ่มเป้าหมายเชื่อว่า ออนเซนสัญชาติไทยจะได้รับทรัพย์จากนักท่องเที่ยวที่เข้ามาได้มากอย่างแน่นอน

 

ข่าวล่าสุด