Innovation

บรรจุภัณฑ์แห่งอนาคต

1 มิ.ย. 2555

 ผลผลิตทางการเกษตรยังคงเป็นสินค้าที่สร้างรายได้มหาศาลให้กับประเทศ ในฐานะสินค้าส่งออกอันดับต้นๆ ที่มีมูลค่าสูงถึง 2 หมื่นล้านบาทต่อปี หรืออาจเพิ่มขึ้นได้มากกว่านั้น หากผัก ผลไม้สด ไม่เน่าเสียไประหว่างขั้นตอนการขนส่งปัญหานี้เกิดจากความไม่ได้มาตรฐานของบรรจุภัณฑ์

ซึ่งกลายเป็นปัญหาใหญ่ที่ทำให้สินค้าจำนวนมากถูกนำออกจากชั้นวางในซุปเปอร์มาร์เก็ต เพียงเพราะผลผลิตเริ่มมีผิวสัมผัสที่เปลี่ยนไป กลายเป็นสินค้าที่ผู้บริโภคไม่ต้องการ โดยกว่า 15-30% ของสินค้าในกลุ่มผัก ผลไม้ และดอกไม้สดที่ส่งออกทางเรือ เกิดการเน่าเสียระหว่างขนส่ง

 ทั้งนี้เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการแข่งขันทางธุรกิจที่เปลี่ยนแปลง ภายใต้การค้าแบบโลกาภิวัฒน์ ทันทีที่ประตูเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) เปิดออกในปี 2015  ประเทศไทยจำต้องหากลยุทธ์เชิงรุกให้กับตลาดสินค้าตนเอง เพื่อครองความเป็นเจ้าตลาดในอุตสาหกรรมเกษตรอย่างยั่งยืนตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการให้ประเทศไทยเป็น “ครัวโลก” เป็นแหล่งผลิตอาหารรายใหญ่ในอันดับต้นๆ ของโลก 

โดยโจทย์ของปัญหาดังกล่าวนำมาสู่การวิจัยเพื่อค้นหาเทคโนโลยีเพื่อปัญหานี้อย่างจริงจัง จากการพัฒนาเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ ช่วยยืดอายุผลิตผลสดให้อยู่ได้ยาวนาน ไม่เน่าเสียระหว่างขั้นตอนการขนส่งและมีอายุที่ยาวมากขึ้นก่อนถึงมือผู้บริโภค ทดแทนการนำเข้าฟิล์มยืดอายุจากต่างประเทศ ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูง

 สภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป เป็นปัจจัยที่ทำให้ผลผลิตที่มีระยะเวลาในการเก็บรักษาค่อนข้างสั้น สินค้าส่วนหนึ่งจำต้องสูญเสียไปก่อนที่จะถึงมือผู้บริโภค เพื่อแก้ปัญหานี้ทำให้ปัจจุบันผู้ประกอบการต้องหันมานำเข้าบรรจุภัณฑ์จากต่างประเทศที่มีคุณสมบัติพิเศษ ช่วยยืดอายุผักผลไม้สดให้อยู่ได้นานขึ้น ช่วยคงสภาพไม่ให้เปลี่ยนแปลงไปตามปัจจัยแวดล้อม  อีกทั้งยังช่วยรักษาคุณภาพของความหอมและรสชาติความอร่อยจนกระทั่งถึงมือผู้บริโภค    

 ดร.วรรณี ฉินศิริกุล นักวิจัยจากศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวว่า สภาพอากาศร้อนชื้น เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ผลิตผลเน่าเสียได้ง่าย ซึ่งอัตราการหายใจ มีผลต่อลักษณะความแตกต่างของสรีรวิทยาของผลิตผลสด องค์ความรู้จากการวิจัยนำไปสู่การค้นพบสาเหตุที่ทำให้ผลไม้เน่าเสียจากปัจจัยต่างๆ เช่น อากาศ ก๊าซ และน้ำ จนนำไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีฟิล์มควบคุมการผ่านของก๊าซและไอน้ำ พัฒนาเป็นฟิล์มต้นแบบบรรจุภัณฑ์ยืดอายุเพื่อการผลิตระดับอุตสาหกรรม

 โครงการนี้ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2546 ภายใต้โปรแกรมเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ อุปกรณ์และเครื่องจักรเพื่อการเกษตรและอาหาร โดยมีเป้าหมายให้บรรจุภัณฑ์แอคทีฟเพื่อยืดอายุผลิตผลสด เป็นประโยชน์โดยตรงกับความต้องการของภาคเอกชน จากความร่วมมือกับภาคเอกชนรวมถึงภาคมหาวิทยาลัย ที่นำมาสู่การพัฒนาเทคโนโลยีหลายสาขาวิชา อาทิเช่น มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กับเทคโนโลยีการเกษตร การจัดการการปลูกและเทคโนโลยีหลังการเก็บเกี่ยว เทคโนโลยีโพลิเมอร์และบรรจุภัณฑ์

           บรรจุภัณฑ์แอคทีฟ มีความสามารถดัดแปลงหรือควบคุมสภาวะบรรยากาศภายในบรรจุภัณฑ์ ทางเลือกหนึ่งของอุตสาหกรรมผักสดและผลไม้สด เนื่องจากคุณสมบัติเด่นของบรรจุภัณฑ์ชนิดใหม่นี้ มีความสามารถในการควบคุมให้ฟิล์มให้มีสมบัติการผ่านของก๊าซ ออกซิเจน และคาร์บอนไดออกไซด์ ได้อย่างเหมาะสม สามารถยืดอายุการเก็บรักษาผลิตผลสดเพิ่มขึ้นได้ 2 - 5 เท่า ยืนยันได้จากผลการทดสอบในภาคสนามกับผลิตผลหลากหลายชนิด เช่น กล้วยไข่ พริกขี้หนู และข้าวโพดฝักอ่อน เป็นต้น
 
         ความต้องการของอุตสาหกรรมผู้ส่งออกผักผลไม้สด คือความรวดเร็วเนื่องจากข้อจำกัดเรื่องอายุการเก็บรักษาผลิตผลสด ทำให้ผู้ประกอบการต้องแบกรับต้นทุนที่สูงขึ้นจากการขนส่งทางเครื่องบิน ขณะเดียวกันการยืดอายุผักผลไม้ให้นานขึ้นจะช่วยเพิ่มทางเลือกในการขนส่งทางเรือซึ่งมีต้นทุนที่ต่ำกว่าได้

 “ผลการทดลองใช้ฟิล์มยืดอายุ MTEC EMA Films เก็บรักษาคะน้า ที่อุณหภูมิ 5-7 องศาเซลเซียส พบว่าช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้มากกว่า 22 วัน อายุการเก็บรักษากล้วยไข่ที่อุณหภูมิ 13 องศาเซลเซียส สามารถเก็บรักษาได้นาน 25 วันก่อนบ่ม และหลังบ่มเก็บได้นาน 5 วันในอุณหภูมิห้อง เมื่อเปรียบเทียบกับบรรจุภัณฑ์ทั่วไปเมื่อเก็บในระยะเวลานานประมาณ 5 วัน ผักและผลไม้จะเริ่มส่งกลิ่นผิดปกติ” นักวิจัยกล่าว
  
   นอกจากนี้ ข้อดีของฟิล์มแอคทีฟยังสามารถลดการสูญเสียได้ถึง 15%-30% และจุดเด่นของถุงบรรจุที่ผลิตจากฟิล์มแอคทีฟมีราคาต่อหน่วยถูกกว่าถุงบรรจุที่นำเข้าจากต่างประเทศ 3-7 เท่า และด้วยคุณสมบัติของถุงจากฟิล์มแอคทีฟที่มีความบางกว่าบรรจุภัณฑ์ทั่วไป ยังช่วยลดต้นทุนจากการใช้เม็ดพลาสติกที่น้อยลง และช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อมได้ทางหนึ่งด้วย
 
          ดร.ทวีศักดิ์ กออนันตกูล ผู้อำนวยการสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) กล่าวเพิ่มเติมว่า สวทช.เป็นหน่วยงานที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายและมุ่งมั่นพัฒนางานวิจัยให้เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงทั้งในเชิงเศรษฐกิจและสังคม รวมถึงพัฒนางานวิจัยที่สามารถรับมือกับสภาพปัญหาได้ทันเหตุการณ์   ทั้งในแง่การคิดค้นสิ่งใหม่ๆ ไปล่วงหน้า และการสนับสนุนภาคเอกชนในด้านการบริการวิจัยให้เอกชน การรับจ้างทดสอบ หรือแม้กระทั่งการร่วมลงทุนตั้งบริษัทกับเอกชน เพื่อนำนวัตกรรมใหม่ๆออกสู่ตลาดอย่างรวดเร็ว และโดยอาศัยองค์ความรู้และงานวิจัยต่างๆที่ สวทช.ได้ริเริ่มดำเนินการไว้ และการทำงานที่เชื่อมโยงกับหน่วยงานหลักๆ ในภาครัฐและเอกชนทั้งในและต่างประเทศ

 ตัวอย่างของ“ฟิล์มยืดอายุผักผลไม้” หรือ ฟิล์มดัดแปลงสภาพบรรยากาศแบบสมดุล (Equilibrium Modified Atmosphere: EMA) สวทช. เองได้ถ่ายทอดและอนุญาตให้เอกชนใช้สิทธิด้านการใช้ประโยชน์จากเม็ดพลาสติกเข้มข้นเพื่อการผลิต “ฟิล์มยืดอายุผักผลไม้” ดังกล่าว ซึ่งช่วยปรับสภาวะบรรยากาศภายในภาชนะบรรจุภัณฑ์ให้เป็นสภาวะสมดุล ชะลอการหายใจ การคายน้ำ ส่งผลให้การสูญเสียจากการเสื่อมสภาพของผลิตผลสด โดย สวทช.  และเอ็มเทคได้มีการถ่ายทอดเทคโนโลยี ตลอดจนสนับสนุนเครื่องมือ อุปกรณ์ เพื่อพัฒนางานวิจัยอย่างต่อเนื่อง
 
         “ตั้งแต่ปลายปี 2549 จนถึงปัจจุบันสำนักงานจัดการสิทธิเทคโนโลยี หรือ TLO ได้ร่วมกับศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ อนุญาตให้บริษัทเอกชน 3 บริษัทได้ ใช้สิทธิประโยชน์จากเม็ดพลาสติกเข้มข้นจากการวิจัยเพื่อผลิต“ฟิล์มยืดอายุผักผลไม้” ซึ่งนับเป็นการถ่ายทอดเทคโนโลยีบรรจุภัณฑ์ยืดอายุไปสู่เชิงพาณิชย์แล้ว ตั้งแต่ 27 ตค. 49 ถึง ธค.50 มีการจำหน่ายฟิล์มแอคทีฟไปแล้ว ประมาณ 37.5 ตัน คิดเป็นมูลค่าประมาณ 3.2 ล้านบาท ช่วยลดการนำเข้าพลาสติก อีกทั้งลดการสูญเสียระหว่างการขนส่งได้ไม่ต่ำกว่า 21 ล้านบาทต่อปี” ผู้อำนวยการ สวทช. ให้ข้อมูล

          อีกทั้งความสำเร็จของโครงการดังกล่าวยังนำไปสู่การจัดตั้งบริษัทใหม่ อาทิ บริษัทอุตสาหกรรมถุงพลาสติกไทย จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายฟิล์มพลาสติกขึ้นในประเทศ โดยใช้เม็ดพลาสติกเข้มข้น (Masterbatch หรือ Compound) สำหรับการผลิตและจำหน่ายถุงบรรจุภัณฑ์พลาสติก ชนิด Active ที่มีคุณสมบัติในการยืดอายุผักสดและผลไม้สด

 “ปัจจุบันประเทศไทยมีปริมาณการใช้เม็ดพลาสติกในประเทศปีละประมาณ 2.4 ล้านตัน ดังนั้นการที่ประเทศไทยสามารถผลิตเม็ดพลาสติกได้เองจะช่วยลดการนำเข้าเม็ดพลาสติก ช่วยลดต้นทุนค่าวัตถุดิบในการผลิตถุงบรรจุภัณฑ์ที่ต่ำกว่าการสั่งซื้อวัตถุดิบจากต่างประเทศได้ และสิ่งที่สำคัญยังเป็นการเพิ่มมูลค่าในส่วนของเม็ดพลาสติกที่มีคุณสมบัติพิเศษและแตกต่างจากทั่วไปคือ สามารถยืดอายุ ผัก ผลไม้ได้ยาวนานมากขึ้นอีกด้วย” ผู้อำนวยการ สวทช. กล่าว

          นอกจากนี้ ประโยชน์ที่ได้จากการวิจัยยังช่วยเกษตรกรผู้ผลิตผักและผลไม้สดต้องการลดความสูญเสียผลิตผลสดหลังการเก็บเกี่ยว ลดการสูญเสียรายได้ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มอำนาจต่อรองด้านราคาของผลิตผลสดมูลค่าการส่งออกผักและผลไม้สด ที่ยังมีสัดส่วนไม่สูงมากนัก

 

รายงาน : สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
 

ข่าวล่าสุด