Innovation

สีเพื่อศิลป์ไทย

22 พ.ค. 2555

“วิจิตรงค์” และ “ศิลปากรประดิษฐ์” สีที่ผ่านการวิจัยและพัฒนาโดย รศ.ดร.สุพรรณี ฉายะบุตร ด้วยโจทย์ในการพัฒนาสีสำหรับงานศิลปะ ให้ศิลปินไทยได้ใช้ในราคาเหมาะสม ที่สำคัญคือ ต้องทนกับสภาพอากาศแบบร้อนชื้นของเอเชียได้อย่างดี

“โครงการวิจัยนี้เริ่มในปี 2544 โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ซึ่งทรงต้องการให้คนไทยทุกระดับตั้งแต่นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป ศิลปินมือสมัครเล่นไปจนถึงมืออาชีพ ได้มีสีสำหรับการสร้างสรรค์งานศิลปะที่มีคุณภาพดีและราคาย่อมเยา ที่สำคัญคือผลิตโดยคนไทย อันเป็นการลดมูลค่าการนำเข้าผลิตภัณฑ์จากต่างประเทศ” รศ.ดร.สุพรรณี หัวหน้าศูนย์วิจัยวัสดุสำหรับงานศิลปะและการออกแบบ กล่าวในฐานะหัวหน้าโครงการวิจัย

 

: สีทน (ร้อนชื้น) ได้

ที่มาของงานวิจัยนี้ นอกจาเรื่องราคา รศ.ดร.สุพรรณีอธิบายว่า สีที่ศิลปินนำมาใช้มักจะเป็นสีนำเข้าจากยุโรป ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของศิลปะร่วมสมัย แต่จะเหมาะกับภูมิอากาศแถบนั้นที่หนาวและแห้ง ในขณะที่ไทยเราอยู่ในเขตร้อน ความชื้นสูง เมื่อใช้สีจากยุโรป มีความเสี่ยงที่จะขึ้นราทั้งสีที่อยู่ในหลอดและเมื่อนำมาสร้างสรรค์ผลงานแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสีน้ำและสีอะคริลิก

รศ.ดร.สุพรรณี ใช้ความเชี่ยวชาญทางเคมีด้านกายภาพ เป็นฐานในการวิจัย โดยเริ่มจาการศึกษารายงานต่าง ๆ และพบว่า ไอน้ำ และความชื้นในอากาศเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดเชื้อรา จึงวางไว้เป็นเงื่อนไขสำคัญ

“สูตรของสีจากยุโรปไม่น่าจะเหมาะกับอากาศบ้านเรา เพราะสีเหล่านั้นจะใช้อะคริลิกที่มีความยืดหยุ่นสูง เมื่อเจออากาศหนาว แห้ง จะได้ไม่แตกง่าย ในขณะที่ไทยเราร้อนชื้น ต้องการอะคริลิกที่เป็นฟิล์มที่สามารถแห้ง แข็งได้ เพราะศิลปินหลายคนก็เลือกไปใช้ในงานจิตรกรรมฝาผนัง”

นักวิจัยจึงเลือกเป็นเนื้ออะคริลิก ก่อนที่จะเลือกสารต้านเชื้อรา โดยศึกษาพบว่า ในไทยมีเชื้อรามากกว่า 300 ตัว 20 ตระกูล ราเหล่านี้มีผลต่อตัวสีและผ้าใบ โดยเชื้อรา 35 ชนิดทำให้เกิดกรดบนพื้นที่ที่มันเกาะ กัดกร่อนสีและผ้าใบ เชื้อราอีก 67ตัวสร้างเอนไซม์ย่อยเซลลูโลสทำให้ชิ้นงานเปื่อย ในขณะที่ราอีก 45 ตัวทำให้สีเปลี่ยนสภาพ

รศ.ดร.สุพรรณีชี้ว่า การคัดเลือกสารต้านเชื้อรา จะอยู่ภายใต้เงื่อนไข 4 ข้อคือ, เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม, เป็นมิตรต่อผู้ใช้, ละลายได้ในน้ำ และสามารถป้องกันเชื้อได้หลายชนิด โดยเมื่อไปคุยกับซัพพลายเออร์ก็ได้สาร 2 ตัวที่สามารถป้องกันแบคทีเรีย ยีสต์ และเชื้อราหลายชนิด ที่ได้รับการรับรองจากเยอรมนี

เมื่อได้วัสดุพื้นฐานและสารต้านเชื้อรา ทีมวิจัยจึงเริ่มพัฒนาสูตรสี และพบว่า สามารถใส่สารต้านเชื้อราในปริมาณที่มากกว่าสูตรของยุโรป ทำให้มีประสิทธิภาพในการต้านเชื้อราได้ดี โดยยังคงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและผู้ใช้

จากนั้นนำมาทดสอบความคงทนของสีในห้องปฏิบัติการ ผลที่ได้คือ หากเก็บตามมาตรฐานของพิพิธภัณฑ์สามารถอยู่ได้ 100 ปี จากเดิมที่จะถูกราทำลายก่อน 100 ปี อย่างไรก็ดี ในฐานะนักวิชาการต้องติดตามผลทุก 10 ปี ซึ่งในช่วงแรกนี้ รศ.ดร.สุพรรณียังไม่พบว่า ชิ้นงานที่ใช้สีวิจิตรรงค์ ได้รับความเสียหายจากเชื้อรา

 

: ภูมิใจไทยทำ

นอกจากนี้ หัวหน้าโครงการวิจัยชี้ว่า ได้มีความร่วมมือกับศูนย์อนุรักษ์งานศิลปะ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ประเทศออสเตรเลีย ที่สนใจศึกษากลไกการเปลี่ยนแปลงของสีที่พัฒนาขึ้น

“ปกติ สีที่มีขายอยู่ทั่วไปจะไม่บอกสูตร เนื่องจากเป็นความลับทางการค้า แต่เราเห็นว่า เป็นสถาบันการศึกษาจึงให้นำส่วนประกอบต่าง ๆ ไปศึกษาได้ภายใต้เงื่อนไขว่า ต้องเป็นความลับ เนื่องจากเราขายลิขสิทธิ์ให้กับบริษัท นานมี จำกัด ในการจัดจำหน่าย “

ผลการวิเคราะห์ของนักศึกษาปริญญาเอกของศูนย์อนุรักษ์งานศิลปะ มหาวิทยาลัยเมลเบิร์นพบว่า สีสำหรับศิลปินที่มีขายทั่วไปมีความไวต่อความชื้น บวมง่าย ในขณะที่สีวิจิตรงค์และศิลปากรประดิษฐ์นั้น ทนต่อความชื้น เมื่อนำไปวัดด้วยเครื่องซินโครตรอน เพื่อดูการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของสี ก็พบว่า ฟิล์มสีที่เก็บไว้เมื่อ 7 ปีก่อนไม่แตกต่างจากสีใหม่เลย ชี้ให้เห็นว่า สีมีความสด ใหม่ ไม่ว่าจะนานแค่ไหน

สีสำหรับศิลปินจึงสำเร็จ และได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีทรงพระราชทานนาม คำว่า วิจิตร แปลว่า “งามประณีต” คำว่า รงค์ แปลว่า “สี” ดังนั้น “วิจิตรรงค์” จึงเป็น “สีอันงามประณีต”

วิจิตรงค์ เป็นสีสำหรับศิลปิน ซึ่งต้องใช้เวลา 5-6 ปี ในการคิดค้น พัฒนาสูตร และปรับสูตรสีให้เหมาะกับการใช้งาน โดยร่วมทำเวิร์คชอปกับศิลปินหลายท่าน เมื้อสำเร็จ จึงเริ่มพัฒนาศิลปากรประดิษฐ์ ซึ่งเป็นสีสำหรับคนทั่วไป โดยใช้เวลาเพียง 1 ปี โดยมีความแตกต่างกันที่ตัวเนื้อสี (สีเชิงเดี่ยว) และความเข้มข้นของเนื้อสี

รศ.ดร.สุพรรณีมองว่า โอกาสคือ การขยายสู่ตลาดภูมิภาคเอเชีย ที่มีลักษณะอากาศร้อนชื้น ในขณะเดียวกัน การออกแบบสีให้เหมาะกับประเทศแถบเอเชียนี้ก็จะทำให้เข้าถึงผู้ใช้ได้มากกว่าสีจากยุโรป เช่น สีทองปลั่ง แทนที่จะเป็นสีทองสว่าง เป็นต้น

“10 ปีที่ผ่านมา ยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงของสีและผลงานศิลปะที่ใช้สีของเราเลย ซึ่งต่อไป ก็จะพัฒนาสิ่งใหม่ออกมาเรื่อย ๆ เพราะหากหยุด เราก็จะถอยหลัง ต้องเดินหน้าต่อไป จนกว่าจะเกษียณ ซึ่งเชื่อว่า จะมีคนรุ่นใหม่มาต่อยอดพัฒนางานนี้ให้มีประสิทธิภาพและนวัตกรรมใหม่ออกมา” หัวหน้าศูนย์วิจัยวัสดุสำหรับงานศิลปะและการออกแบบ มหาวิทยาลัยศิลปากรทิ้งท้าย

ข่าวล่าสุด