Idea
ASEAN is not ASEAN (2)
30 เม.ย. 2555
จากคราวก่อนที่กล่าวถึงความแตกต่างด้านตลาดและปัจจัยผู้บริโภค ฉบับนี้จะวิเคราะห์ความแตกต่างด้านปัจจัยการผลิตที่สำคัญ คือ ศักยภาพแรงงานและทรัพยากรธรรมชาติหรือวัตถุดิบ
แรงงานที่หลากหลาย การรวมตัวทางเศรษฐกิจของอาเซียน จะทำให้นักลงทุนต่างชาติมีโอกาสในการมองหาแรงงานที่มีประสิทธิภาพ คุ้มค่าในด้านต้นทุนค่าแรง และฝีมือของแรงงาน เช่น ธุรกิจอัญมณี ที่จำเป็นต้องใช้แรงงานที่มีฝีมือ สามารถมองหาแรงงานมีฝีมือในประเทศไทย ในขณะที่อุตสาหกรรมการผลิตอื่นๆ สามารถหาแรงงานที่มีค่าแรงต่ำในประเทศกัมพูชา
ข้อมูลที่น่าสนใจ คือ ค่าใช้จ่ายจ้างแรงงานไทย 1 คน สามารถจ้างชาวจีนได้ 3 คน อินโดนีเซียได้ 4 คน เวียดนามและกัมพูชาได้ 5 คน พม่าได้ 9 คน
ขณะที่ค่าจ้างแรงงานไทยมีความใกล้เคียงกับมาเลเซีย แต่ผลิตภาพในการทำงานของแรงงานมาเลเซียมากกว่าไทยกว่า 2 เท่าตัว แม้ว่าค่าจ้างแรงงานสิงคโปร์แพงกว่าแรงงานไทยกว่า 2 เท่าตัวแต่ผลิตภาพมากกว่าเราถึง 5 เท่าตัว และเมื่อเทียบกับแรงงานเวียดนาม แม้ว่าเราจะแพงกว่าเขาถึง 5 เท่า แต่ผลิตภาพของไทยนั้นดีกว่าเพียง 2 เท่า เท่านั้นเอง
ถ้าพูดถึงความคุ้มค่าทางการลงทุนธุรกิจ เราก็แพ้เวียดนามเห็นๆ การที่จะลดค่าจ้างแรงงานให้ต่ำลงคงไม่มีทางเป็นไปได้ ไทยควรต้องสร้างความคุ้มค่าโดยการเพิ่มผลิตภาพในการทำงานมากกว่า
ทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลายและยังเหลือเฟือ หากจะมองถึงความได้เปรียบด้านทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงาน ซึ่งถือได้ว่าเป็นต้นทุนหลักของการผลิตในประเทศอาเซียน จะพบว่าอินโดนีเซียมีขีดความสามารถในการผลิตก๊าซธรรมชาติได้มากที่สุดเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน รองลงมา คือ มาเลเซียและบรูไน
ในขณะที่การผลิตน้ำมันอินโดนีเซียก็ยังคงครองแชมป์ในการผลิตน้ำมันเป็นอันดับหนึ่ง รองลงมา คือ บรูไนและเวียดนาม จะเห็นได้ว่าในอาเซียนประเทศที่มีความพร้อมด้านทรัพยากรธรรมชาติด้านพลังงานมากที่สุดเห็นจะเป็น “อินโดนีเซีย” ในขณะที่ประเทศไทยต้องยอมรับว่าเป็นประเทศที่มีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานแพงที่สุดในอาเซียนเลยก็ว่าได้ ถึงแม้จะสามารถผลิตก๊าซธรรมชาติได้เป็นอันดับที่ 5 และผลิตน้ำมันได้เป็นอันดับที่ 7 ในอาเซียน
ดังนั้น อุตสาหกรรมหนักใหญ่ๆ ที่ต้องพึ่งพาการใช้พลังงานจึงอดใจไม่ได้ที่จะหันไปลงทุนในประเทศอินโดนีเซีย
จากข้อมูลในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา ในกลุ่มประเทศอาเซียน สิงคโปร์มูลค่าการลงทุนจากต่างประเทศราวร้อยละ 50 เป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน อันดับสองคือไทย แต่ความน่าสนใจอยู่ที่ว่า อินโดนีเซียมีอัตราการเติบโตของมูลค่าการลงทุนสูงสุด คือ 8 เท่าในสิบปีที่ผ่านมา ในขณะที่ไทยอยู่ที่ 4 เท่า อุตสาหกรรมหลักที่มาลงทุนในอินโดนีเซีย คือ อุตสาหกรรมยานยนต์และเหล็ก
จากที่ทางภาครัฐได้ยืนยันว่าไม่มีการย้ายฐานการผลิตของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ดิฉันมองว่าการไม่ขยาย คือ การย้ายการผลิต เพราะการรื้อถอนโรงงานอุตสาหกรรมหนักอย่างนี้มีมูลค่าไม่ต่างกับการสร้างโรงงานใหม่ เราต้องตอบคำถามให้ได้ว่าถ้ากระบวนการผลิตไปอยู่ที่อื่น ไทยเราจะสร้างจุดเด่นใน value chain ของอุตสาหกรรมที่เคยโดดเด่นในไทยได้อย่างไร
** ผศ.ดร.การดี เลียวไพโรจน์ นักวิชาการ Thammasat Business School มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
www.karndee.com
